บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในวงการพระเครื่อง โดยไม่มีความตั้งใจที่จะลบหลู่ความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

ในปี 2553 มีการบันทึกสถิติการเช่าพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ที่มีมูลค่าสูงถึง 35 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่ามากกว่ารถเฟอร์รารี ทำให้พระเครื่องเป็นหนึ่งในมวลสารที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ในแต่ละปีมีเงินหมุนเวียนในวงการพระเครื่องมากกว่า 7 พันล้านบาท โดยยังไม่รวมการปล่อยเช่าในระบบออนไลน์และการเช่าประมูลในต่างประเทศ โดยประมาณเงินที่อยู่ในแวดวงพระเครื่องสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท

“สมัยก่อนคณาจารย์สร้างพระเครื่องด้วยความเคารพศรัทธา เพื่อทำนุบำรุงศาสนา ป้องกันภัยยามศึกสงคราม เวลาผ่านไปก็มีคนเสาะแสวงหา สะสม จนเริ่มมีการแลกเปลี่ยน ทำให้พระเครื่องค่อยๆ ทวีค่าขึ้นตามเวลา กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า และมีอาชีพเช่า (ซื้อขาย) พระเครื่องในปัจจุบัน” กล่าวโดย หลง-เพิ่มศักดิ์ จันทร์ศรี จากร้านพรสมพงษ์ พันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน

หลงเล่าเสริมว่าพระเครื่องไม่มีมูลค่าตายตัว ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดในยุคนั้นๆ อย่างพระเครื่องเบญจภาคี หรือพระเครื่องที่มีการจัดอันดับยอดนิยม 5 อันดับ เช่น พระสมเด็จ (โต), พระผงสุพรรณ, พระนางพญา, พระรอด และพระกำแพง มีการปล่อยเช่าที่ว่ากันว่ามีราคาหลักล้านขึ้นไป

โดยมีการปล่อยเช่าทั้งตลาดในไทยอย่างที่ท่าพระจันทร์, พันธ์ุทิพย์ งามวงศ์วาน, SC Plaza สายใต้ใหม่ รวมทั้งการซื้อขายออนไลน์ผ่านเพจและการไลฟ์ทางเฟซบุ๊ก อีกทั้งยังได้รับความนิยมไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่าง จีน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน

ที่เดินทางมาเช่าพระในประเทศไทยเพื่อไปเปิดประมูลเช่าในประเทศของเขา โดยจะเน้นไปที่พระให้โชคลาภเรื่องการค้าขาย

สมัยก่อนการเสาะหาพระเครื่องมักจะไปหาตามบ้านที่อยู่ใกล้วัด หรือเช่าที่มัคนายก หรือไม่ก็ไปตามงานประกวดพระ ผ่านมาอีกยุค นักสะสมพระเครื่องก็ติดต่อกันผ่านนิตยสาร หรือไม่ก็เดินดุ่มๆ ไปตามหาที่ร้านเช่าที่น่าเชื่อถือ

แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การปล่อยเช่าพระในระบบออนไลน์ก็กลายเป็นช่องทางที่มาแรงที่สุด

“คนอาจจะติดภาพว่าการสะสมพระเครื่องคือโลกของคนมีอายุ แต่วินาทีนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ถ้าลองไปเดินในสนามพระเครื่องจะเห็นว่าคนที่สะสมสมัยนี้อายุไม่เกิน 40 ปีทั้งนั้นเลย เพราะถ้าจับจุดได้ก็จะมีรายได้ค่อนข้างดี

เรียกว่าดีกว่าทำงานประจำเสียอีก เช่น เด็กจบใหม่อาจได้เงินเดือนประมาณ 2 หมื่นบาท

แต่ถ้าเข้ามาในวงการนี้แล้วขยันหน่อย รายได้ต่อเดือนต่ำๆ ก็ประมาณ 5-8 หมื่นบาท อย่างพระใหม่ออกวันนี้ปล่อยเช่า 100 บาท บางองค์ออกจากวัดก็มีคนรอรับซื้อแล้วที่ 300-400 บาท แล้วเวลาเช่าก็เช่าทีละเป็นร้อยองค์” หลงเล่าเสริม

มูลค่าของพระเครื่องมีลักษณะขึ้นลงตามดีมานด์และซัพพลายคล้ายกับตลาดหุ้น อย่างเครื่องรางของขลังรุ่นใหม่ๆ อาจจะมีความต้องการสูง เช่าเพียงไม่นานก็อาจขายได้ในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้ามีการสร้างขึ้นมากๆ ก็จะทำให้มูลค่าตกลงตามซัพพลายที่เพิ่มขึ้น

“ถ้าเป็นพระที่เขาเล่นกันมานานตั้งแต่สมัย 30-40 ปีก่อน ราคาก็จะเสถียร เขาเรียกว่าพระตลาด คือมีแล้วเหมือนมีเงินสดอยู่ในเมือ แต่เครื่องรางของขลังอย่างไอ้ไข่ วัดเจดีย์ พอมีกระแสคนก็หากัน

ทำให้มูลค่าในตลาดสูงขึ้น แต่พอคนทำออกมาเยอะๆ ความต้องการก็ลดลง ขณะที่เกจิสมัยก่อนอย่าง หลวงพ่อคม หลวงปู่โต๊ะ อันนั้นก็จะเรียกว่าเป็นสแตนดาร์ด คนก็จะเก็บไว้ ยิ่งเก็บนานก็ยิ่งมีมูลค่า”

สำหรับมือใหม่ที่เริ่มสะสมพระเครื่อง หลงแนะนำว่าก่อนอื่นต้องแยกประเภทของพระเครื่องให้ได้ว่าคืออะไร เนื้ออะไร จะเป็นโลหะ เนื้อดิน เนื้อชิ้น เนื้อผง รวมทั้งศึกษาหาข้อมูลประวัติที่มา

วิวัฒนาการของการสร้างในแต่ละยุค และยังแยกย่อยไปถึงลักษณะเฉพาะของพระเครื่องแต่ละองค์ว่ามีจุดสังเกตที่ตรงไหน ดูตำหนิจากอะไร ซึ่งจะไม่มีอะไรตายตัว ต้องอาศัยการหาข้อมูลจากหนังสือหรืออินเทอร์เน็ต

“ในมุมของผม ต้องรู้ก่อนว่าเข้ามาเพราะอะไร เรามักจะได้ยินคำว่าขายพระกิน แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว พระเครื่องเปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง เราจะเช่าก็ต้องรู้ว่าเช่าเพราะศรัทธาหรือว่าเป็นธุรกิจ

ถ้าเป็นอย่างหลังก็ต้องดูให้ออกว่าจะเก็บสะสมพระอะไร ข้อแนะนำคือต้องเก็บพระที่คนทั่วไปรู้จัก เช่น หลวงพ่อทวด หลวงพ่อคูณ หลวงปู่ทิม หลวงปู่โต๊ะ คือเอ่ยชื่อมาแล้วรู้จัก ไม่ต้องอธิบายมาก

อันนั้นเขาเรียกว่าพระตลาด จากวันนี้อีก 100 ปีก็ยังปล่อยเช่าได้ แต่ถ้าจะลงไปเช่าพระที่สร้างใหม่ ผลตอบแทนก็โอเค แต่ก็ต้องเช่าให้ไวและปล่อยให้ถูกจังหวะ อย่างที่สองคือต้องดูพระเป็น แบ่งแยกบล็อก แบ่งแยกหลวงพ่อให้ได้ ประเมินราคาให้ได้

ซึ่งเรื่องเหล่านี้หาได้ตามหนังสือ อินเทอร์เน็ต หรือปรึกษาผู้ชำนาญการด้านพระเครื่องเขาก็ยินดีให้คำปรึกษา”

Scroll to Top